ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก
คำอุทาน
คำอุทาน
คำอุทาน คือ คำที่เปล่งออกมาเพื่อแสดงอารมณ์หรือความรู้สึกของผู้พูด เช่น ดีใจ เสียใจ ตกใจ แปลกใจ สงสัย สงสาร เจ็บปวด โกรธ เป็นต้น คำอุทานมักจะอยู่หน้าประโยคและมีเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) กำกับหลังคำอุทานนั้นเสมอ
คำอุทานนั้นจะช่วยสื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึงเจตนาและความรู้สึกของผู้ส่งสารได้ชัดเจนขึ้น ดังนี้
คำอุทาน แบ่งเป็น ๒ ชนิด ดังนี้
๑. คำอุทานบอกอาการ เป็นคำอุทานที่ใช้แสดงอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ คำอุทานประเภทนี้ มักใช้เครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) กำกับ เพื่อให้ผู้อ่านออกเสียงได้ถูกต้อง ซึ่งคำอุทานบอกอาการนี้มีหลายชนิด เช่น อาการดีใจ เสียใจ ตกใจ แปลกใจ เข้าใจ
หรือคำที่แสดงให้รู้ว่ามีเสียงดังผิดปกติ เช่น แป๊ด ! แอ่น-แอ๊น ! เป็นต้น
๒. คำอุทานเสริมบท เป็นคำอุทานที่เสริมกับคำเดิมเพื่อให้เสียงของคำสละสลวย
หรือเสริมความหมายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งคำที่ใช้เสริมนี้ไม่มีความหมายอะไร คำอุทานพวกนี้ไม่ใส่เครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) แบ่งได้เป็น ๒ พวก คือ
๒.๑ คำเสริมที่เสริมกลางคำหรือเสริมเพื่อเล่นสำนวนให้คล้องจองกัน เช่น
วัดวาอาราม สิงสาราสัตว์ พิธีรีตอง ลดราวาศอก เป็นต้น
๒.๒ คำเสริมที่เลียนเสียงคำเดิม เช่น หนังสือหนังหา กระดูกกระเดี้ยว
อาบน้ำอาบท่า ลืมหูลืมตา หมดเรี่ยวหมดแรง มือไม้ หยูกยา เป็นต้น
หน้าที่ของคำอุทาน
คำอุทานจะเขียนไว้ข้างหน้าหรือข้างหลังประโยค หรือจะสอดแทรกระหว่าง
ประโยคก็ได้การเขียนคำอุทานในปัจจุบันนิยมใช้เครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) กำกับ แต่ใช้เฉพาะ
คำอุทานบอกอาการเท่านั้น
วิธีใช้คำอุทาน
๑. คำอุทานบอกอาการ ใช้สำหรับแสดงความรู้สึกต่าง ๆ ในการพูด เช่น ชิชะ ! โธ่!
หรือใช้ประกอบคำประพันธ์ เช่น โอ้ว่า รักหนอรักนี้หนักจิต บางคราวคิดว่าสนุกเป็นสุขี
๒. คำอุทานเสริมบท ใช้เป็นคำสร้อยหรือคำเสริมบทต่าง ๆ เพื่อให้มีคำครบถ้วนหรือเพิ่มน้ำหนักคำตามที่ต้องการ อาจใช้เป็นคำสร้อย เช่น เช้าคร่ำพร่ำสอนไปอีกหน่อยรา หรือใช้เป็นคำแทรก เช่น เด็กเอย ทำไมจึงร้อง หรืออาจใช้เป็นคำเสริม เช่น สิงห์สาราสัตว์
ตัวอย่างการใช้คำอุทาน
๑. พุทโธ่ ! เขาตายเสียแล้วหรือ
๒. เด็ก เอย ทำไมจึงร้อง
๓. หนังสือ หนังหา ก็ไม่มี
๔. เที่ยง นาง กลางคืน
๕. ฉันไม่รู้ ฉันไม่ชี้ อะไรเลย
ยกตัวอย่างคำอุทาน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น